วันพุธที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ผูกมัดครั้งที่ 9 : : [NC]



มันรู้สึกแปลกๆเหมือนกันตอนที่โดนจูบ ผมก็อธิบายไม่ถูกเหมือนกันว่าความรู้สึกนี้มันคืออะไร รู้แต่มันไม่ใช่ความรู้สึกแย่ที่อยากผลักไส นี่อาจจะเป็นครั้งแรกๆในชีวิตก็ได้ที่หัวใจผมเต้นแรงมากขนาดนี้ พี่มาร์คจูบผมแบบอ่อนโยน ไม่ได้เร่งรัดอะไร แค่ค่อยๆให้ริมฝีปากเขาสัมผัสและกดลงมาซ้ำๆ รับรู้ได้ถึงลมหายใจที่ลึกซึ้งระหว่างกันและกัน
เรียวลิ้นชื้นๆค่อยๆแทรกเข้ามาในริมฝีปากผม ทันทีที่เรียวลิ้นสัมผัสกัน ผมสะท้านเฮือกเพราะตั้งรับไม่อยู่นักกับการรุกรานของเขา เหมือนพี่มาร์คจะรู้ว่าเขารุกผมเร็วไปนิด ถึงได้ค่อยๆผ่อนจังหวะลง เขาเกี่ยวกระหวัดและกวาดต้อนไปทั่วโพรงปากผมอย่างนุ่มนวล ระหว่างที่เขาจูบผม ฝ่ามือหยาบกร้านนิดๆนั่น ก็ไล้ไปทั่วเรือนกายบาง ค่อยๆสัมผัสเหมือนทำความรู้จักกัน พี่มาร์คถอดเสื้อผ้าของผมออก ค่อยๆถอดทีละชิ้นแบบไม่ค่อยให้ผมรู้ตัว ร่างกายผมกระตุกเล็กน้อยเมื่อเขาปลดกระดุมและรั้งสาบเสื้อผมออกจากกัน แต่นั่นก็ไม่เท่ากับกางเกงนอนกับอันเดอร์แวร์ที่ถูกรั้งออกไปช้าๆจนหลุดออกจากเรียวขาของผม
เหมือนกับว่าผิวกายกึ่งเปลือยเปล่าของผมกระทบกับอากาศในห้องที่เย็นเฉียบจากเครื่องปรับอากาศ
“อื้อ...อื้อ”
ผมครางในลำคอเมื่อเขาจูบหนักมากขึ้นเรื่อยๆ กดริมฝีปากเบียดลงมาและกระตุ้นถึงความรู้สึกของผมให้คล้อยตามด้วยเรียวลิ้นของเขา ผมหอบแรงขึ้นเรื่อยๆเพราะรู้สึกหายใจไม่ทัน พี่มาร์คลากฝ่ามือผ่านร่างกายช่วงบนของผมช้าๆ ผมรู้สึกว่าร่างกายผมสั่น ตอนที่เขาแตะมือลงบนหัวเข่าเนียนและลากไล้สูงขึ้นเรื่อยๆจนแตะมันเข้ากับต้นขาที่เปลือยเปล่า
พี่มาร์คดันเรียวขาของผมให้แยกออกจากกันเพื่อที่เขาจะได้แทรกกายเข้ามาได้แนบชิดมากยิ่งขึ้น ร่างสูงยอมผละออกจากการจูบผม เพราะเขาจะรีบถอดเสื้อตัวเองออก แล้วก็เหวี่ยงมันไปด้านหลังอย่างไม่ใส่ใจ พี่มาร์คเสยผมขึ้นไปลวกๆขณะสบตากับผมโดยแทบไม่ละสายตาเลย
ผมขยับตัวหนีร่างสูงกว่าที่ขยับเข้ามาหาเล็กน้อยเพราะรู้สึกประหม่าและอายกับดวงตาเขาที่กวาดมองทั่วร่างกายผมเหมือนสนอกสนใจซะเต็มที่แบบนั้น ทำตัวไม่ถูกจริงๆ
“อย่าหนีพี่สิ” เสียงเข้มกระซิบเบาๆ เขารั้งร่างผมกลับเข้าไปในอ้อมแขนอย่างง่ายดายแล้วระดมจูบลงมาจนทั่วใบหน้า ในระหว่างที่ริมฝีปากคู่นั้นคลอเคลียทั่วใบหน้าของผม เขาก็ลากมือไล้ผ่านซอกขาด้านในเข้ามา จากนั้นก็สัมผัสและบดเคล้าร่างกายที่เริ่มมีความรู้สึกของผมเบาๆ
“อื้อ....” ผมร้องอยู่ในลำคอด้วยความทรมาน เหงื่อเริ่มอาบชุ่มไปทั่วร่าง พี่มาร์คค่อยๆกอบกุมร่างกายของผมเอาไว้ ขยับมือรูดรั้งพอให้รู้สึก จนผมต้องยึดไหล่กว้างเอาให้แน่น เขาประกบริมฝีปากลงมาอีกครั้ง สอดเรียวลิ้นเข้ามาในปากผมทันทีแบบไม่มีการออมชอมอย่างครั้งแรก ฝ่ามือหนาเริ่มขยับรั้งมากขึ้น เร็วขึ้นและบีบรัดแน่นขึ้นจนอารมณ์ของผมเริ่มร้อนมากขึ้นเรื่อยๆ ผมเริ่มตอบรับลิ้นเขา จูบกลับไปบ้างแบบเงอะๆงะๆอย่างคนไม่ได้มีประสบการณ์มากมาย พี่มาร์คถอนริมฝีปากออก เขาจูบซับหยาดน้ำใสๆที่มุมปากผม แล้วก็กระซิบข้างหูผมเบาๆ
“พี่ชอบจูบของแบมนะ”
หน้าผมร้อนวูบเมื่อได้ยินเขาพูดแบบนั้น พี่มาร์คคงคิดว่าผมจะเงอะๆงะๆจนไม่กล้าจูบเขาอีกมั้ง ถึงได้พูดออกมาแบบนั้น ทั้งๆที่ผมก็รู้ตัว ว่าผมจูบห่วยแตก
พี่มาร์คปลุกปั่นอารมณ์ผมมากขึ้นเรื่อยๆด้วยฝ่ามือของเขา ผมสะบัดหน้าไปมาด้วยความเสียวซ่าน กัดริมฝีปากแน่นเหมือนอยากกดความรู้สึกดีที่มีมากจนเกินไปนี้เอาไว้ พี่มาร์คกดจูบที่ซอกคอผม จูบไปทั่วลำคอจนมีแต่รอยช้ำๆและแดงจ้ำเต็มไปหมด เมื่อเขาขยับมือเร็วมากขึ้นเรื่อยๆ ในที่สุดผมก็ทนไม่ไหว และปลดปล่อยออกมาจนอาบเลอะฝ่ามือเขา
พี่มาร์คผละริมฝีปากจากลำคอผม เขาจูบต่ำลงมาที่ไหปลาร้า ก่อนจะต่ำลงมาอีกจนถึงช่วงแผ่นอก
“อื้อ!...อ๊ะ...”
ผมครางในลำคอเบาๆเมื่ออีกฝ่ายพรมจูบลงบนนั้น ก่อนที่เรียวลิ้นชื้นจะไล้วนและดูดกลืนยอดอกของผมเข้าไปในโพรงปากของเขา ความรู้สึกที่พุ่งสูงทำให้ร่างของผมสั่นสะท้านและเกร็งแน่น ลิ้นร้อนจัดปัดป่ายไปทั่วอย่างช่ำชอง เขารู้ว่าทำยังไงแล้วผมจะรู้สึกแทบขาดใจได้ หลายครั้งที่การรุกของพี่มาร์คทำให้ผมอยากดันตัวเองหนี อยากเปลี่ยนใจ อายจนอยากตะโกนว่าไม่เอาแล้ว! แต่เขาก็ไม่ยอมให้ผมทำแบบนั้น พี่มาร์คสอดแขนข้างนึงมากอดลำตัวผมไว้ให้แนบชิดกับกายแกร่งของเขา จงใช้กดทับน้ำหนักตัวลงมา จนผมไม่สามารถที่จะขยับหนีไปไหนได้เลย
ลิ้นของเขากำลังสัมผัสกระชั้นถี่และดูดดึงหนักหน่วงจนผมไม่สามารถกลั้นเสียงครางเอาไว้ได้
“อ๊ะ...อ๊า...พี่มาร์ค...เดี๋ยว อื้อ!” ผมกัดริมฝีปากแน่นเมื่อปลายนิ้วของเขาสอดเข้ามาในร่างกายของผม ค่อยแตะเข้ามาอย่างเชื่องช้าทะนุถนอมเหมือนกลัวว่าจะเจ็บ เพียงแค่นิ้วแรกผมก็ยังรู้สึกเกร็งแน่นไปหมด จนพี่มาร์คแทบจะขยับเข้ามาลึกซึ้งกว่านี้ไม่ได้
“แบมแบม อย่าเกร็งสิ มันคับนะ” พี่มาร์คเงยหน้าขึ้นมาพูดกับผม ผมเห็นยอดอกตัวเองเปียกชุ่ม แล้วก็เต็มไปด้วยรอยฟันแบบนั้น รู้สึกอายจนหน้าร้อนแทบจะไหม้
“แบม...อ๊ะ...อยะ...” ผมเลื่อนมือไปบีบข้อมือของเขาไว้แน่น พี่มาร์คเลยพยายามปลอบใจผม
“หายใจลึกๆ ไม่เจ็บหรอก พี่ไม่ทำแบมเจ็บอยู่แล้ว เชื่อใจพี่นะ” เสียงทุ้มลึกของเขาคอยปลอบประโลมผม ผมก็เลยพยักหน้า ขณะที่ใช้เรียวนิ้วทำให้ร่างกายผมคุ้นชิ้น พี่มาร์คเฝ้าจูบซับที่หน้าผากชื้นเหงื่อและกอดร่างผมไว้ไม่ยอมปล่อย หน้าท่องแกร่งเบียดลงมาจนแนบสนิทกับหน้าท้องแบนราบ พี่มาร์คก็ดูอดทนที่จะไม่ทำตอนที่ผมยังไม่พร้อม เขารอ ใจเย็น แล้วก็นิ่งมากแม้จะต้องกัดฟันแน่น
เมื่อร่างกายผมเริ่มที่จะพร้อมเปิดรับเขาแล้ว เขาก็ค่อยๆถอนนิ้วเรียวยาวออกไปจนผมรู้สึกว่างเปล่ากะทันหัน ร่างสูงผละจากผมออกจากเตียงไปเอากล่องใส่ถุงยางอนามัยมา ผมอึ้งเหมือนกันที่เขาหยิบมาสองกล่อง เพราะผมจำได้ว่ากล่องนึงมันมีสามชิ้น พอพี่มาร์คเห็นสายตาผม เขาก็หัวเราะทั้งๆที่แกะกล่องถุงยางอยู่
“เผื่อเฉยๆ”
เขาโยนอีกกล่องไว้บนเตียงอย่างไม่ใส่ใจ แต่ก็ใกล้มือพอที่จะหยิบใช้ได้ทันทีโดยไม่เสียอารมณ์ ร่างสูงดึงถุงยางออกมาจากกล่องที่แกะแล้วหนึ่งซองแล้วโยนกล่องไว้ข้างๆเหมือนเดิม เขาฉีกมันด้วยริมฝีปากอยากลวกๆจนผมรู้สึกว่าเขาก็คงไม่อยากเสียเวลาไปมากกว่านี้แล้ว
พอพี่มาร์คจะดึงกางเกงลง ผมก็เบือนสายตาไปทางอื่นเพราะรู้สึกเขินแม้ว่าจะรู้ว่าเขากับผมไม่ได้มีอะไรแตกต่างกัน ผมได้ยินเสียงเขาขำนะ เพราะงั้นตอนที่เขาขยับตัวเข้ามาหาแล้วรั้งเรียวขาผมไปใกล้ ผมฟาดเข้าให้ที่ไหล่กว้างจังๆหนึ่งครั้ง
ผัวะ!!
“โอ๊ย! แบมตีพี่ทำไมครับ”
“ยังจะถามอีกหรอ หัวเราะอะไร!
“พี่ เอา คืนนะ พี่ไม่ตีเรากลับหรอก” พอพูดประโยคนั้นด้วยดวงตาเจ้าเล่ห์สุดๆใส่ผม ก็ค่อยๆหยัดกายเข้ามาจนผมต้องเบิกตาโพลง
“อื้อ!!!” ผมบีบไหล่เขาไว้แน่น ยกมือขึ้นดันหน้าท้องแกร่งออกไปด้วยสัญชาตญาณ
ผมเจ็บ เจ็บมาก เจ็บจนร่างกายเหมือนร่างกายถูกแยกออกเป็นสองส่วน!
“ฮึก...พี่มาร์ค...แบมเจ็บ”
“เดี๋ยว...แบม...อย่าร้องไห้สิ” พี่มาร์คขยับตัวออกไปเล็กน้อย เขาตกใจที่เห็นผมน้ำตานองหน้าเลย คือผมไม่ได้โกรธหรือว่ารังเกียจอะไรเขานะ แต่มันเจ็บจริงๆถึงเขาจะอ่อนโยนกับผมที่สุดแล้วก็ตามเหอะ
“ที่รัก...ที่รักครับ...หายใจลึกๆนะ...เจ็บนิดเดียว” ร่างสูงค่อยๆแทรกกายเข้ามาใหม่ ผมก็พยายามที่จะอดทน แต่พี่มาร์คไม่ได้ปล่อยให้ผมฝืน เขาก็พยายามอยู่อย่างงั้นแหละ เป็นสิบนาทีกว่าเขาจะเข้ามาในร่างกายผมได้และหยัดกายเข้ามาจนสุดจริงๆ
“แฮก....แฮก...” ผมหอบหายใจหนักมาก รู้สึกชาหนึบไปทั้งร่างจนไม่อยากขยับ ได้แต่นอนนิ่งๆอยู่บนเตียง นิ่วหน้าเล็กน้อยเพราะนอกจากกจะรู้สึกเจ็บหน่วงแล้วยังจุกอีกต่างหาก พี่มาร์คสอดแขนเข้ามาประคองเอวผมไว้ เขาขยับร่างเข้ามาเพื่อจะกอดผม แต่เพราะว่าเขาอยู่ในตัวผม มันเลยกลายเป็นว่าเขาเข้ามาลึกมากกว่าเดิมจนผมต้องผวาเฮือกและกอดแผ่นหลังกว้างกว่าไว้
“อื้อ!” ผมร้องออกมาดังพอสมควรและหลับตาปี๋ พี่มาร์คหัวเราะเบาๆอยู่ข้างหูผมทำให้ผมข่วนหลังกว้างลงไปเต็มแรงแบบจงใจจิกเล็บลงบนผิวเนื้อให้เขาเจ็บ
“โอ๊ย! แกล้งพี่หรอ”
พี่มาร์คตอบแทนผมด้วยการขยับร่างเคลื่อนไหวเข้าหาร่างผมทันทีจนผมสะท้านเฮือก เขาขยับร่างอย่างเชื่องช้าและเนิบนาบในจังหวะแรก แต่ลึกและแน่นจนผมสั่นเกร็งไปทั้งร่าง มันเป็นความรู้สึกแปลกประหลาดเมื่อเขายัดกายเข้ามาหาซ้ำๆ ร่างกายของผมเองก็เช่นกัน มันบีบรัดและคับแน่นมากจนพี่มาร์คยังขยับตัวได้ลำบาก
ซึ่งก็ไม่ใช่ปัญหา...
เพราะหลังจากนั้นไม่นาน สะโพกแกร่งก็เริ่มสอบเพิ่มจังหวะมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะความช่ำชองของเขาทำให้สถานการณ์บนเตียงเป็นไปอย่างราบรื่นไม่มีสะดุด ผมสะอื้นฮักออกมาเพราะความรู้สึกในร่างกายที่ตีรวนมาก ความเจ็บเริ่มหายไปและถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกอื่น ลมหายใจของผมปั่นป่วนชนิดที่ว่าควบคุมไม่ได้
พี่มาร์คเลื่อนมือสองข้างมาจับที่เอวผม เขาเหมือนกำลังคุกเข่าอยู่ที่กลางระหว่างขาของผมยังไงอย่างงั้น เรียวขาของผมพาดไปบนหน้าขาของเขา ทุกครั้งที่พี่มาร์คเคลื่อนไหวร่างกายเป็นจังหวะ ร่างผมก็โยกคลอนไปตามแรงชักนำของเขา แผ่นหลังของผมเสียดสีซ้ำๆลงบนที่นอนปลายเท้าจิกเกร็งและบางคนก็แตะลงบนเตียงเมื่อเขาผ่อนแรงลง ผมหอบหายใจถี่กระชั้นทุกแรงกระแทกกระทั้นของเขา ครวญครางแทบไม่เป็นภาษาอย่างกับคนไร้สติ
“อ๊ะ...อ๊า...”
และดูเหมือนพี่มาร์คชอบที่เป็นแบบนั้น ยิ่งรู้ว่าตรงไหนที่เป็นจุดเร้าของผม ก็ยิ่งหยัดกายบดขยี้เสียดสีจุดนั้นซ้ำๆด้วยความหนักหน่วง ดุนดันเข้ามาอย่างเร่าร้อน ทาบกายลงซ้ำไปซ้ำไปราวกับไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงไปง่ายๆ
พี่มาร์คกดริมฝีปากพรมจูบไปทั่วใบหน้าผม ริมฝีปากเขาคลอเคลียซ้ำๆที่แก้มสองข้างและสันกราม ร่างกายผมสั่นระริกมากขึ้นเรื่อยๆเรียวขาขาวแยกออกกว้างให้เขาสัมผัสผมมากขึ้นแบบไม่รู้ตัว และดูเหมือนเขาชอบที่เป็นแบบนั้น มือหนาเลื่อนมาสัมผัสที่โคนขาผม รวบเข้าหาตัวขณะที่หยัดกายลงมาถี่ๆจนผมบิดกายเร่าๆเหมือนจะขาดใจ
“พี่มาร์ค...อ๊า...พี่มาร์ค...”
ผมรู้สึกเหมือนจะไม่ไหว ผมจะทนไม่ไหวแล้ว
มันมากเกินไป ความรู้สึกข้างในมันร้อนผ่าว ร้อนจนเหมือนจะปะทุออกมาในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้านี้แล้ว
“แบมแบม” เสียงแหบพร่ากระซิบข้างหูผม
“อ๊ะ...ครับ...” ผมเผลอขานตอบรับเสียงเรียกเขาเขา พี่มาร์คก็เลยโน้มหน้าลงมาจูบผมหนักมาก ขยี้ริมฝีปากลงมาอย่างหนักหน่วงจนริมฝีปากผมเห่อช้ำราวกับเขาหมั่นเขี้ยวแทบทนไม่ไหว เขาถอนริมฝีปากออกไปเพื่อกระซิบข้างหูผม
“ห้ามให้ผู้ชายคนอื่นมาแตะต้องเราแบบที่พี่กำลังทำ เข้าใจใช่มั้ย”
ขณะที่พูด แววตาของเขาจริงจังมาก เต็มไปด้วยความกราดเกรี้ยวและคาดโทษเหมือนจะไม่มีวันยอมให้ใครมายุ่งกับผมอย่างเด็ดขาด ปลายนิ้วเรียวยาวแตะสัมผัสที่เส้นผมของผม
“แม้แต่ปลายเส้นผม ก็ห้ามให้โดน”
“พะ พี่มาร์ค....บ้า...อ๊ะ...อ๊า!” ผมอดจะด่าเขาไม่ได้ แต่เขาก็ตอบแทนผมด้วยการสอบสะโพกเข้ามาให้หนักขึ้น เขาโน้มหน้าลงมาพูดข้างๆหูผม
“ถ้าแบมไม่ฟังพี่ แล้วปล่อยให้ใครมาโดนตัว...”
“อ๊ะ....ฮึก...” ผมสะอื้นออกมาและรู้สึกเหมือนร่างกายกำจะละลาย พี่มาร์คทำเหมือนจะขยี้ผมให้แหลกคาร่างเขา มันไม่เจ็บ แต่มันดิบเถื่อนแล้วก็ร้อนมากจนผมรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะตาย
“พี่จะจับแบมมาทำแบบนี้ซ้ำๆ....”
ขณะที่พูด เขาก็สอบสะโพกเข้ามาหนักๆจนผมหน้าร้อนวูบไปทั้งหน้า
“อ๊ะ!...”
“และพี่ก็จะไม่ป้องกัน...จะปล่อยให้แบม....ท้อง”
“มะ...ไม่...อย่านะ....” ผมหายใจหอบ....
“งั้นอย่าดื้อกับพี่ เข้าใจนะครับ”
เสียงทุ้มอ่อนโยนกระซิบข้างหูผม....
คืนนั้นเรามีอะไรกันเกือบจะทั้งคืน คือมีๆหยุดๆ จะต่อกันทุกครั้งที่พี่มาร์คมีแรงและอยากจะทำ ผมเหนื่อยแต่ผมไม่มีแรงขัดขืนก็เลยต้องยอม ถุงยางหมด เขาถึงได้เลิก....
ผมยอมรับว่าผมคิดมากกับสิ่งที่พี่มาร์คพูด
ลึกๆแล้วผมกลัวเขา เพราะจากสายตาดุดันเวลาที่เขาพูดเรื่องหึงหวง พี่มาร์คร้ายพอจะทำแบบนั้นจริงๆ

วันจันทร์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ผูกมัดครั้งที่ 6 : : ผู้ชายเห็นแก่ตัว [Rate 18+]







“พี่มาร์ค แบมขอร้องก็ได้ ใส่เข้ามาไม่ได้ ใส่เข้ามาไม่ได้นะ”
ผมจิกมือลงบนข้อมืออีกฝ่าย เขาน่าจะรู้ว่าผมกลัว น่าจะรู้ว่าแววตาผมตอนนี้มันสั่นไหวขนาดไหน
กลัว...
กลัวเสียลูกไป ผมเคยได้ยินมา ว่าคนที่ท้องอยู่ก็มีเซ็กส์ได้ แต่มันต้องไม่ใช่ในระยะอันตรายอย่างสามเดือนแรกแน่ๆ
“ไม่แท้งหรอกน่า” เขาก็ยังพูดแบบสไตล์คนเห็นแก่ตัวเหมือนเดิม
“แล้วถ้าแบมแท้งล่ะ” ผมถามบ้างทำให้เขาชะงักและตวัดสายตาสบตากับผม
“...”
“แบมแท้งพี่ก็ไม่แคร์ใช่มั้ย ให้พี่ได้ก็พอเท่านั้นน่ะหรอ แบมท้อกับพี่จริงๆ คงไม่มีใครเปลี่ยนนิสัยแบบนี้ของพี่ได้หรอก นี่มันลูกพี่มาร์คเหมือนกันนะ เด็กในท้องเนี่ย”
“ทำไมพี่จะไม่แคร์...แต่พี่ไม่ทำให้ถึงขนาดแท้งหรอก ไม่ต้องห่วง”
สีหน้าพี่มาร์คตอนนี้มันยียวนกวนประสาทเอามากๆ เขาแทรกกายมาระหว่างขาผมแล้วประกบริมฝีปากจูบลงมาบนริมฝีปากผมทันทีโดยไม่ให้ผมได้มีโอกาสพูดหรือขัดขวางการกระทำของเขาอีกต่อไป
“อื้อ...อื้อ”
ผมครางในลำคอไม่หยุด พยายามอย่างมากที่จะสะบัดหน้าหนีเขา ไม่มีความเต็มใจอะไรเกิดขึ้นเลย ผมไม่ได้อยากให้มันเป็นแบบนี้ด้วยซ้ำ แต่พี่มาร์คก็คือพี่มาร์ค เขาคือผู้ชายเห็นแก่ตัวคนเดิม ที่ตักตวงทุกสิ่งทุกอย่างที่อยากได้ให้มาเป็นของตัวเอง
“อื้อ!
ผมเม้มริมฝีปากแน่นเมื่อเขาพยายามจะสอดลิ้นเข้ามา ฝ่ามือร้อนผ่าวที่กอบกุมร่างกายของผมเอาไว้ ก็เลยเริ่มขยับเสียดสี บดขยี้จนผมต้องหุบเรียวขาเข้าหากันแน่น น้ำตาซึมที่หางตาด้วยความทรมาน
มันก็ไม่ใช่ว่าผมจะไม่เคยโดนเขาสัมผัส แต่มันก็คนละเหตุการณ์กัน
ตอนนี้ผมรู้สึกเหมือนผมทำลับหลังพี่เนียร์ หลับหลังแจ็คสัน เหมือนคนเลวๆคนนึงที่ทำร้ายความรู้สึกคนอีกสองคนที่อยู่ข้างหลังพวกผม
พี่มาร์คบีบปลายคางผมแรงขึ้น บังคับจนต้องเผยอริมฝีปากออกมาแล้วเขาก็สอดลิ้นร้อนๆนั่นเข้ามาในริมฝีปากผม เมื่อผมหดลิ้นหนี เพราะผมไม่ต้องการจูบจากเขา เขาก็ยิ่งรุกหนัก เกี่ยวกระหวัดรัดพันอย่างต้องการเอาชนะคะคาน โดยไม่นึกถึงความรู้สึกของผมเลย
แต่มันก็เป็นแบบนี้มานานแล้วไม่ใช่หรอ?
เขาไม่เคยนึกถึงความรู้สึกของผม แต่แรกอยู่แล้ว
“อึก...อื้อ...”
ผมพยายามกระถดตัวหนีมือที่กำลังสัมผัสร่างกายผมอย่างจาบจ้วง ฝ่ามือหยาบกร้านสอดเข้ามาในเสื้อ บีบขย้ำไปทั่วผิวขาวจนช้ำ จงใจปัดป่ายลงมาบนยอดอกจนต้องสะท้านเฮือกเพราะรู้สึกเสียววูบ
ผมเป็นคนรู้สึกไว และเขารู้ดีอยู่แก่ใจ
ผมสะบัดหน้าหนีพี่มาร์คสุดแรง ทำให้เขาเคลื่อนริมฝีปากมาอยู่ที่ซอกคอ ผมแทน ริมฝีปากร้อนจงใจขบกัดให้เกิดรอย ดูดดุนจนช้ำ หนักจนผมรู้สึกเจ็บ และเขาก็ยังทำรอยซ้ำๆอยู่แบบนั้น
“อยะ อย่ามาทำรอยบนตัวแบมนะ...”
ผมยกมือขึ้นแล้วพยายามดันแผ่นอกกว้างของอีกฝ่ายออกไป ฝ่ามือร้อนจงใจขยับเร็วขึ้น เล่นงานผมหนักมากขึ้นเรื่อยๆ ร่างกายผมเริ่มเหงื่อออกจนชื้นไปหมด
เขาทำให้ผมกดดัน แล้วก็รู้สึกแย่มาก
“จะทำ”
เสียงนิ่งๆนั่นตอบกลับมา พร้อมกับจูบลงมาหนักกว่าเดิมเหมือนจงใจ
“จะทำให้ไอ้แจ็คสันมันเห็นไง”
เขาตวัดสายตามองผม
“แบมเป็นของพี่ เป็นของพี่ได้คนเดียวเท่านั้นแหละ”
ผมคงดีใจมากเลยถ้าเขาพูดประโยคนี้ในวันที่เราดีๆกันอยู่ ไม่ใช่วันที่ต่างคนต่างเลิกกันไปแล้ว และเขาเองก็มีพี่เนียร์คาราคาซังอยู่แบบนี้!
“พี่มาร์คใจร้าย...”
ผมด่าเขาด้วยเสียงที่แผ่วเต็มที ไม่มีแรงจะยื้อเขาแล้ว ขืนเป็นแบบนี้ต่อไป ผมได้ตกเป็นของเขาจริงๆแน่
“อือ”
เขาตอบรับหน้าตาเฉย
“แล้วไงอีกล่ะ ด่าเยอะๆ”
ริมฝีปากอุ่นจัดลากผ่านไหปลาร้าผมลงไปอีก ขบกัดลงมาบนยอดอกจนต้องขยับร่างหนี แต่ก็ทำไม่ได้เพราะเขากดร่างผมไว้แน่นมาก
“พะ พี่มาร์ค..หยุด...”
ผมดันศีรษะร่างสูงออกไป เมื่อเรียวลิ้นร้อนกวาดเลียลงมาจนเปียกชุ่ม และยอดอกของผม ก็ดันมีปฏิกิริยาตอบสนองกับสัมผัสอันเร่าร้อนแสนคุ้นเคยของร่างสูงกว่าเอาซะด้วย
"บอกให้ไอ้บีมันแจ้งตำรวจสิ"      
พี่มาร์คยื่นหน้าเข้ามาใกล้ๆผมอีกครั้ง แรงกดจากร่างอีกฝ่ายทำให้ผมขยับตัวไม่ได้
"พี่ลักพาตัวแบม"
"มะ ไม่"
ผมตอบเสียงอึกอัก ข้อมือของเขา กำลังขยับหนักหน่วงมากขึ้นทุกที หัวสมองผมขาวโพลน เขาก็รู้อยู่แก่ใจว่าผมทำแบบนั้นกับเขาไม่ได้...
ผมทำร้ายเขาแบบที่เขาทำกับผมไม่ได้หรอก
"ไม่งั้นก็ต้องอยู่ที่นี่...จนกว่าจะท้องอีกสักสามสี่คน ดูซิ ไอ้แจ็คสันมันรับได้มั้ย"
“พี่ทำร้ายทุกคน...แม้กระทั่งผมที่พี่บอกว่ารัก”
ผมพูดประโยคนี้ช้าๆ แล้วก็ชัดๆขณะที่มองเขาด้วยสายที่ผิดหวัง พี่มาร์คไม่ได้หลบตาผม จ้องกลับมานิ่งๆ แต่เริ่มหยอกล้อร่างกายผมอีกครั้งเหมือนมันเป็นของเล่นที่เขาจะควบคุมยังไงก็ได้
“อ๊ะ...” ผมหลุดเสียงครางและกัดริมฝีปากเอาไว้แน่น พี่มาร์คเลยยื่นหน้ามากระซิบข้างหูผม
“แต่เราก็รู้สึกดี ทุกครั้งที่พี่ทำให้ไม่ใช่หรอ”
พอพูดจบประโยคนั้น เขาก็โน้มหน้าลงต่ำ แตะปลายจมูกโด่งไล้ไปตามหน้าท้องราบเรียบของผม ยันเรียวขาผมให้แยกออกจากกัน และครอบครองร่างกายผมไว้ด้วยริมฝีปาก
“อื้อ...หยะ หยุด...”
ผมดันศีรษะอีกฝ่ายออกไป แต่เขาไม่ยอมหยุด จงใจขยับ บีบรัดริมฝีปากซะจนผมเกือบจะหยุดหายใจ ความกดดัน ความกลัว ความรู้สึกผิด และอะไรหลายๆอย่างที่พี่มาร์คกำลังทำ ทำให้ร่างกายผมเกร็งไปทั้งร่าง มือเริ่มชาตั้งแต่ด้านในจนออกไปด้านนอก ชาไปทั้งฝ่ามือ เรียวขาก็เช่นกัน ผมกำลังจะขยับไม่ได้ รู้ตัวเลยว่าผมเข้าสู่สภาวะที่เครียดและกดดันมากเกินไป
ขืนเป็นงี้ต่อไป ผมคงได้ชักจริงๆ
เหมือนพี่มาร์คจะผิดสังเกต เขารู้แล้วว่าผมเป็นอะไร ร่างสูงถึงได้ลุกพรวดเข้ามาประคองผมขึ้นนั่ง
“แบมแบม!” เขาเรียกชื่อผมด้วยความตกใจ ใช้ฝ่ามือกุมมือผมเอาไว้แล้วบีบนวดลงมาให้ร่างกายคลายอาการเกร็งและเครียดลงดึงผมไปกอดไว้แล้วลูบศีรษะ บอกซ้ำๆว่าเขาจะไม่ทำอะไรแล้ว
จะไม่ทำอะไรผมแล้วจริงๆ
ผมอารมณ์ของผมถึงได้ค่อยๆลดระดับลง ความเหนื่อยล้าทำให้สติผมดับวูบไป....